Toxicology plant - พืชพิษวิทยา / พืชอันตราย

พืชที่เป็นพิษต่อสัตว์  PLANT-RELATED TOXICOSES

 

พืชหลายชนิดมีสารพิษซึ่งเป็นอันตรายไม่น้อยไปกว่าสารเคมีบางตัว สารพิษในพืชมีทั้งที่เป็นประโยชน์และ ให้โทษเมื่อใช้ไม่ถูกต้อง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น สารพิษที่ได้จากรากหนอนตายอยาก ใช้ในการฆ่าแมลง  แต่ถ้าใช้ไม่ถูกต้องก็เป็นอันตรายถึงตายได้

สำหรับในด้านปศุสัตว์ เรื่องพืชที่เป็นพิษเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรศึกษามากขึ้น บ่อยครั้งที่ปศุสัตว์ป่วยเป็นโรคจนถึงล้มตายไปโดยไม่ทราบสาเหตุโดยเฉพาะตามชนบทและเขตท้องถิ่นทุรกันดาร

ในการวินิจฉัยโรคนั้นนอกจากอาการป่วยแล้ว ประวัติของสัตว์ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ควรใช้ประกอบการวินิจฉัยโรค จากประวัติของสัตว์ป่วยและสิ่งแวดล้อมรอบตัวสัตว์นั้นเคยคำนึงถึงบ้างหรือไม่ว่า อาการป่วยที่พบนั้นอาจเป็นอาการอันเนื่องมาจากการที่สัตว์กินพืชที่เป็นพิษเข้าไป

 

สารพิษในพืชเป็น secondary products ที่เกิดจากการเกิด metabolism ในต้นพืช ซึ่งไม่จำเป็นต่อการ

เจริญเติบโตหรือการขยายพันธุ์ของพืชนั้น ๆ สารพิษหลาย ๆ ชนิดในพืชมีรสขมหรือมีรสชาติไม่ชวนกิน

หรืออาจทำให้เกิดการระคายเคืองเมื่อถูกต้องหรือได้รับสัมผัส พืชที่เป็นพิษมีมากมายแตกต่างกันจนไม่

สามารถที่จะสรุปจำนวนของแต่ละกลุ่มได้

 

สารพิษที่พบได้ในพืชอาจแบ่งออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ ที่สำคัญ(toxic principles in major poisonous plants) ดังนี้

1.        Alkaloids  อัลคาลอยด์มีคุณสมบัติเป็น base (pH > 7) รวมตัวกับกรดได้เกลือชนิดต่าง ๆ ละลายน้ำได้น้อย

มากหรืออาจไม่ละลายในน้ำเลย อัลคาลอยด์ที่พบในพืชมีเป็นพันชนิด (ตารางที่ 2-4) อัลคาลอยด์ที่เป็น

พิษส่วนใหญ่แล้วมีรสขมทำให้สัตว์ไม่ชอบกิน

2.     Glycosides กลัยโคไซด์ในพืชมีรสขม ไม่มีสี และไม่ตกผลึก ที่สำคัญที่พบในพืชเช่น

2.1   cyanogenic glycosides เมื่อเกิด hydrolysis จะได้ hydrogen cyanide ซึ่งเป็นอันตรายต่อสัตว์ โดยเฉพาะสัตว์เคี้ยวเอื้อง ภายในกระเพาะส่วน rumen มีเอนไซม์ β–glucosidase ทำหน้าที่ hydrolyse สารกลุ่ม glycosides โดยเฉพาะ

2.2     cardiac glycosides มีโครงสร้างคล้ายกลุ่ม steroids โดยเฉพาะพวก 23-carbon glycosides ซึ่งมีชื่อเรียกว่า cardenolides ซึ่งเป็นพิษสูงต่อสัตว์ (ตารางที่ 4)

2.3     isothiocyanates เป็นพวก irritant-oil glycosides เช่น allyl isothiocyanate พบในพืชพวก  Cruciferae family (mustard)

2.4     saponins มีโมเลกุลขนาดใหญ่ เมื่อเขย่ากับน้ำจะเป็นฟองและมีลักษณะแขวนลอย (colloidal suspension)

2.5     protoanemonin เป็น volalile yellow oil สามารถรวมตัวกับ sulfhydryl groups ทำให้เกิดการระคายเคืองอย่างรุนแรงต่อผิวหนังและ mucus membrane

 

2.        Nitrates เป็นสารที่ละลายน้ำ พบในพืชโดยทั่วไป อันเป็นผลเนื่องมาจาก nitrogen cycle Oxalates ที่สำคัญ เช่น calcium

3.        oxalate เป็นผลึก ไม่ละลายน้ำที่พบได้ในเนื้อเยื่อของพืชหลายชนิด หรืออยู่ในรูป soluble oxalates ในรูปของเกลือ sodium หรือ potassium ในเนื้อเยื่อพืชเช่นกัน

4.        Tannins ที่พบในพืชเป็นกลุ่ม gallotannins มีคุณสมบัติในการตกตะกอนโปรตีนภายใต้

5.        สภาวะที่เป็นด่าง

6.        Toxalbumins หรือ phytotoxins เป็นสารประกอบพวก glycoproteins ที่มีพิษสูง มีการดูดซึมน้อยผ่านทางเดินอาหาร ที่พบบ่อยในพืชที่เป็นอันตรายต่อสัตว์ เช่น ricin และ abrin ส่วนเมล็ดของพืชมีการสะสม toxin สูงกว่าส่วนอื่น ๆ

 

การวินิจฉัยการเป็นพิษอันเกิดจาก plant-related toxicosis

 

มีพืชมากมายกว่าหลายร้อยชนิดที่มีรายงานว่าเป็นพืชที่เป็นพิษ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท้องที่แต่ละแถบขึ้นอยู่กับดินฟ้าอากาศ รวมทั้งการใช้สารต่าง ๆ ทั้งในดินและพืช เช่น ปุ๋ยบางชนิดหรือยาปราบวัชชพืชบางชนิด อาจมีผลต่อกระบวนการ metabolism ในพืชทำให้เพิ่มการสร้าง secondary metabolites ในต้นพืช พืช

เป็นพิษส่วนใหญ่มีรสชาติไม่ดีทำให้สัตว์โดยทั่วไปไม่ยอมกินนอกเสียจากว่าสัตว์ขาดอาหารจำพวกพืช

อาหารสัตว์ หรือขาดแร่ธาตุบางชนิด ทำให้สัตว์แทะเล็มพืชชนิดอื่น ๆ ที่อาจเป็นพิษได้ การวินิจฉัยโรค

ค่อนข้างจะทำได้ยาก ต้องอาศัยข้อมูลหลาย ๆ อย่างประกอบเพื่อการวินิจฉัย

 

1.        history ต้องทราบข้อมูลเกี่ยวกับพืชที่สงสัยที่สัตว์กินเข้าไป ต้องเป็นพืชที่พบในบริเวณที่เลี้ยงสัตว์ หรือมีการย้ายสัตว์ไปแทะเล็มในบริเวณหรือท้องที่อื่น ๆ แล้วสัตว์เกิดอาการป่วยอย่างกระทันหัน

2.        clinical signs และ lesions อาการพิษที่สัตว์แสดงต้องสอดคล้องกับพืชที่เราสงสัยว่าเป็นพืชมีพิษ

3.        Laboratory diagnosis การตรวจแยกสารพิษจากพืชทำได้ยาก โดยทั่วไปไม่มีการตรวจอยู่แล้วต้องทำการค้นหาว่าพืชที่สงสัยเป็นพืชมีพิษชนิดใด ทำให้เกิดอาการพิษอย่างไร สอดคล้องกับอาการป่วยของสัตว์หรือไม่ การ identification of toxic plants เป็นสิ่งเดียวที่จะทำได้ การเก็บตัวอย่างพืชเพื่อ identify นั้นควรเก็บตัวอย่างทั้งต้น หากมีเมล็ดหรือดอกก็ควรเก็บส่งด้วย อาจใช้พืชสดใส่ถุงพลาสติคแล้วแช่เย็นหรืออาจทำการอัดแห้งต้นพืชให้คงสภาพทุกส่วนเหมือนเดิม

 

ตัวอย่างพืชที่มีรายงานว่าเป็นพิษต่อระบบต่างๆ

 

พืชที่มีผลต่อเลือด แบ่งพืชพวกนี้ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่  คือ

   พวกที่มีสารจำพวก cyanogenic glycosides พบได้ในพืชต่อไปนี้

   หญ้าปล้อง (Johnson grass) หญ้าปากควาย ข้าวฟ่างสมุทรโคดม (sorghum) ลำต้น

   และใบเป็นส่วนที่มีสารพิษมาก ต้นพรุน ท้อ เชอรี่ (Prunus spp.) หญ้าในสกุล Gramineae เช่น

   หญ้าปอดลอย หญ้าแพรก หญ้าสร้อยนกเขา มันสำปะหลัง ใบ ต้น และรากที่ยังอ่อนเป็นส่วนที่มีสารพิษ

   ยี่โถ (common oleander) ใบและดอกเป็นส่วนที่มีสารพิษมาก ผักหนาม ส่วนลำต้นมีสารพิษ กระถินเทศ

   ทั้งต้น (Wattle) น้อยหน่า (sugar apple) เนื้อไม้และเปลือกของต้นเป็นส่วนที่เป็นพิษ หูกวาง ต้นและใบ

    เป็นส่วนที่เป็นพิษ สำโรง ต้น ใบ และผลเป็นส่วนที่เป็นพิษ เมล็ดยาง กากเมล็ดยางที่ใช้เลี้ยงสัตว์ พบว่ามีไซยาไนด์ในปริมาณที่สูงพอสมควร flax (Limum spp.) พบที่ฝาง

 

พวกที่มีไนเตรท พบได้ในพืชต่อไปนี้ (Nitrate accumulators)

ผักโขม (pigweed) ข้าวฟ่าง (sorghum) ลำต้นโดยเฉพาะส่วนของโคนต้นมีไนเตรทสูง

ข้าวโอ๊ด ข้าวบาร์เลย์ Jimsonweed (Datura spp.) เป็นพืชจัดอยู่ในจำพวกเดียวกับลำโพงและมะเขือบ้า

เมล็ดทานตะวัน (wild sunflower) มะเขือ มะแว้ง (nightshades) ผักบุ้งจีนหรือหญ้ายาง (พบที่จันทึก)

ถั่วเหลือง (soybean) หญ้าอัลฟาฟา

 

พืชที่ทำอันตรายต่อระบบทางเดินอาหาร  ได้แก่พืชดังต่อไปนี้

เห็ดเมา (poisonous mushroom) มีสารพิษ amanita toxin ละหุ่ง (caster bean) มีสารพิษ

toxalbumin ricin มะกล่ำตาหนู (crabeye bean) มีสารพิษ abrin ดอกรัก (crown flower) พลับพลึง

สบู่ดำ (purging nut) มีสารพิษพวก toxalbumin curcin เพาะเดะโก๊ะ (buttercup) พบที่เชียงใหม่ มีสารพิษ

พวก resins poison ivy มีสารพิษพวก resins บอน (elephant ear) มีสารพิษพวกออกซาเลท ว่านหมื่น

ปี (dumbcane) มีสารพวกออกซาเลท มะเยา มีสารพิษ toxalbumin สลอด เมล็ดเป็นยาถ่ายอย่างแรง

 

พืชที่ทำอันตรายต่อตับ ได้แก่พืชดังต่อไปนี้

ปอเทือง (crotalaria) มีสารพิษพวก pyrrolizidine หญ้างวงช้าง (heliotrope) มีสารพิษ

พวก pyrrolizidine กากเมล็ดฝ้าย (heliotrope) มีสารพิษ gossipol พืชที่มีสารพิษ phylloerythrin

นอกจากมีฤทธิ์ทำลายตับแล้ว ยังทำให้เกิด phytosensitization ได้แก่ ผักกาดฝรั่ง (rope) ผกากรอง

(lantana) โคกกระสุน (puncture vine) หญ้าละมัน (panic grass)

 

พืชที่ทำอันตรายต่อระบบขับถ่าย ได้แก่พืชดังต่อไปนี้

ผักโขม (pig weed) ก่อ (oak) รูบาบ (rhubarb) พืชพวก halogeton

 

พืชที่มีผลต่อระบบประสาท (Antonomic nervous system)

 

พืชพวกที่มี alkaloids เช่น pyridine, quinolizadine, steroids หรือ พวกที่มี polycyclic diterpenes ซึ่งมีฤทธิ์คล้าย nicotinic effect พืชในกลุ่มนี้ได้แก่

มะเขือ มะแว้ง (nightshades) มันฝรั่ง (potato) ต้นมะเขือเทศ กะทงสาย, มะแตก

เครือ (Celastrus spp.) มีแถบภาคอีสาน พระจันทร์ครึ่งซีก บัวครึ่งซีก (ชัยนาท) สะเดาดิน (ชัยนาท) มี

สารพวก pyridine ยาสูบ red clover (Trifolium spratenae) (ปากช่อง) ลำโพง (jimson weed)

atropa belladona

 

พืชที่เป็นอันตรายต่อหัวใจเช่น

สันประสา (star of bethlehem), ยี่โถ (oleander) ใบมี degitalis glycosides, รำเพย, ดอกรัก

 

พืชที่ทำให้สัตว์เป็นโรคขาดวิตามิน (antivitamin plants) ได้แก่พืชดังต่อไปนี้

หญ้าถอดปล้องหรือหญ้าหูหนวกหรือหญ้าเงือก (equisetum หรือ horse tail) ทำให้สัตว์ขาด

ไธอามีน sweet clover ที่เน่าเปื่อย ทำให้ขาดวิตามิน เค

 

พืชที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ ได้แก่พืชดังต่อไปนี้

เชื้อราพวกเออร์กอต ถอบแถบ (underground clover) ถอบแถบน้ำ (pind needle)

ลำต้นยาสูบ

 

พืชที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง ได้แก่พืชดังต่อไปนี้

หญ้าหางหมาขาว (foxtail) โคกกระสุน (sandbur or puncture weed) ตำแยช้าง (nettles)

ใบและกิ่งมีขน หนามตำเท้า ส้มกบ (oxalis) รังตังช้าง กิ่งและใบมีขน ถูกจะคันมาก ว่านต่าง ๆ เช่น

ว่านพญาหัวดำ ว่านคางคก (araceae) เผือก บอน หัวกลอย เต่าร้าง (fish tailed palm) หนามที่ลำต้นเป็น

พิษ หมามุ่ย (cowhage) ขนแข็งที่ฝักทำให้ผิวหนังเป็นผื่นคัน ปวดแสบปวดร้อน

 

พืชเป็นพิษอื่น ๆ (Miscellaneous toxic plants)

แสลงใจ (nux vomica) ผลและเมล็ดมีสารอัลคาลอยด์พวก curare, brucine, vomicine

และ strychnine เมล็ดมันแกว มีสารพิษ pachyrrhizid และ rotenone ใช้เป็นยาฆ่าแมลงและยาเบื่อปลา

หางไหลแดง (Derris) รากสดเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด มีสาร rotenone และ rotenoids ซึ่งใช้เป็นยาฆ่าแมลง ไมยะราภ (sensitive plant) พบสาร minosine ในเมล็ด เป็นพิษต่อปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง

ส้มกบ (yellow wood sorrel) มีสารออกซาเลท ทำให้เกิด hypocalcemia และ

hypermagnesemia ชวนชม หรือลั่นทมแดง (adenium) ยางของต้นชวนชมมีสาร qubain ทำให้ขากรรไกรและกระเพาะปัสสาวะเป็นอัมพาต


 

PLANT THAT AFFECT THE BLOOD

 

สารพิษในพืชที่มีผลต่อเลือด หรือ ระบบหมุนเวียนโลหิต ทำให้เกิดความผิดปกติหลายอย่างเช่น

Hematopoietic depression, Hemolysis, Methemoglobinemia และ Cyanide toxicosis

 

1.         Hematopoietic depression พืชที่มีรายงานว่าเป็นพิษในสัตว์โดยเฉพาะในโคและม้า คือ ผักกูด(bracken fern) ยอดของผักกูดนำไปเป็นอาหารได้เช่น ลวกจิ้มน้ำพริกและแกงส้ม หรือนิยมต้มทานเช่นกันเป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่ขึ้นกระจายคลุมหน้าดินToxic principle ที่พบคือ ptaquiloside มีฤทธิ์ทำลายไขกระดูก (bone marrow) ทำให้สัตว์เกิดโรคโลหิตจาง granulocytopenia และ thrombocytopenia (เม็ดโลหิตขาวและเกล็ดเลือดลดลง) โคที่กินผักกูดเป็นเวลานานๆ พบก้อนเนื้อในกระเพาะปัสสาวะ

 

ส่วนม้าที่ได้รับผักกูดพบว่าไม่ได้ทำให้เกิดโรคโลหิตจาง แต่จะมีผลต่อระบบประสาท ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย ataxia และ paralysis การรักษา antidote ที่แนะนำให้ใช้ในโคที่เป็นพิษจากการกินผักกูดก็คือ DL batyl alcohol (ขนาด 1 gm ต่อโค 1 ตัว) แยกโคออกจากบริเวณที่กินผักกูด ให้อาหารเสริมร่วมด้วย ส่วนในม้าพบว่าให้thiamine จะทำให้อาการพิษดีขึ้น

 

สาร ptaquiloside ในผักกูดเป็น glycosides ของ norsesquiterpene ซึ่งเชื่อว่าอาจเป็นสารก่อมะเร็ง

ควรต้มผักกูดให้เดือด หรือต้มด้วยด่าง sodium bicarbonate หรือด่างขี้เถ้า ความเป็นพิษของผักกูดจะลดลง 40-80%

2.              Hemolysis พืชที่มีรายงานว่าเป็นพิษในสัตว์ เช่น red maple, allium ได้แก่พวก onions และgarlic และ mustards Toxic principles

 

ในพืชกลุ่ม allium ที่รู้จักกันดีเช่น onions และ garlic (กระเทียม) มีสารพวก N-propyl disulfide ซึ่งมีฤทธิ์ denature hemoglobin ของเลือด ทำให้เม็ดเลือดแตกได้ง่าย โดยเฉพาะในส่วนหัวที่เป็นกลีบจะมีสารนี้อยู่สูง ถ้าสัตว์กินหัวเหล่านี้ทีเดียวในปริมาณที่มาก ๆ ก็อาจทำให้เกิด acute hemolytic crisis ได้ โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย ตามด้วยหายใจลำบาก ดีซ่าน และ hemoglobinuria ไม่มียารักษาโดยเฉพาะ  นอกจากรักษาตามอาการ ให้ fluids และยาขับปัสสาวะ

พืชพวก brassica หรือ mustards มีสารพวก S-methyl cysteine sulfoxide มีมากในเมล็ด   สารนี้จะถูก reduce กลายเป็น dimethyl disulfide ซึ่งมีฤทธิ์ oxidize hemoglobin ทำให้เกิด hemolytic anemia  สัตว์จะต้องกินพืชเหล่านี้ในปริมาณที่สูงมาก ๆ โดยเฉพาะกินส่วนเมล็ดด้วยจึงจะเกิดอาการพิษขึ้น

 

3.     Methemoglobinemia เกิดจากพืชที่มีการสะสม nitrate ในปริมาณที่สูง เช่น มันสำปะหลัง  ข้าวฟ่าง ผักโขม รวมทั้งหญ้าชนิดต่าง ๆ (johnson grass, sudan grass) ข้าวโพด และไมยราภไร้หนาม

 

3.1   Nitrogen, nitrite and nitrate; atmospheric nitrogen (N) ถูกเปลี่ยนไปเป็น nitrate (NO3) โดย nitrogen-fixing bacteria nitrate จะถูก reduce ไปเป็น nitrite (NO2) พืชจะใช้ nitrite โดยเปลี่ยนไปเป็นโปรตีนในต้นพืช    เอนไซม์ nitrate reductase จะขัดขวางไม่ให้ต้นพืชมีการสะสม nitrate โดยเปลี่ยน nitrate ไปเป็นโปรตีนในพืช (รูปที่ 1) สัตว์จะกินพืชซึ่งมีโปรตีนแล้วเปลี่ยนไปเป็นยูเรียและแอมโมเนียในร่างกายสัตว์ ขั้นต่อไปยูเรียหรือแอมโมเนียถูกเปลี่ยนไปเป็น nitrite แล้ว nitrite เปลี่ยนไปเป็น nitrogen เข้า N2 cycle ใหม่ หาก cycle ดังกล่าวนี้อยู่ในสภาพที่ปกติทั้งในพืชและสัตว์ก็จะไม่มีปัญหา

 

3.2   ปัจจัยที่มีผลต่อปริมาณ nitrate ในต้นพืช เช่น

        3.2.1   ชนิดของพืช; บางชนิดสามารถสะสม nitrate ในลำต้นเป็นจำนวนมาก

3.2.2   สภาพของดิน; ดินที่มีความชื้นสูงไม่แห้งมีผลทำให้พืชสามารถดูดซึม nitrate ขึ้นสู่ลำต้นและใบได้   สะดวกขึ้น นอกจากนี้ดินที่มีฤทธิ์เป็นกรดจะช่วยให้พืชดูดซึม nitrate ได้มากขึ้น

3.2.3   nitrate reductase activity; การทำงานของเอนไซม์จะได้ผลดีถ้ามีแสงพอเพียง รวมทั้งแร่ธาตุที่จำเป็น เช่น sulfur, phosphorus และ molybdenum ความเย็นจัดจะมีผลต่อการทำหน้าที่ของเอนไซม์ หรือความแห้งแล้งจะลดการทำงานของเอนไซม์ และป้องกันไม่ให้พืชมีการสะสม nitrate ในลำต้นได้

3.2.4    มีการใช้ herbicide บางชนิด ; เช่นพวก phenoxy acetic herbicides มีผลทำให้พืชมีการสะสม nitrate ได้สูงขึ้นโดยเฉพาะภายใน 3-5 วันหลังจากที่มีการใช้ herbicides

3.2.5    ระยะการเติบโตของต้นพืช ; พืชที่อยู่ในระยะเจริญเติบโตมีการสะสมสูงกว่าพืชโตเต็มที่

3.2.6    ในการทำ silage (หญ้าหมัก) ; จะเกิด anaerobic fermentation ในหญ้าหมักเปลี่ยนnitrate ไปเป็น nitrite จาก nitrite จะเปลี่ยนเป็น ammonia ทำให้ nitrate ที่มีในต้นหญ้าลดลง  แต่ในขณะที่ทำหญ้าหมักนั้นพบว่าจะเกิดแก๊สซึ่งเป็น oxides of nitrogen ที่เรียกว่า“silo gases” สะสมอยู่ในหญ้าหมักและจะเพิ่มปริมาณสูงขึ้นในขณะเก็บ ซึ่งแก๊สนี้เองที่เป็นอันตรายต่อสัตว์  ทำให้สัตว์ตายได้

ความเป็นพิษ ปริมาณ nitrate ที่มีอยู่ในพืชอาหารสัตว์ที่สูงเกินกว่า 1% (dry-weight basis)

มีผลทำให้เกิดอาการพิษอย่างรุนแรงได้

ค่า LD50 ของ nitrate ในโค = 1 gm/kg

ค่า LD50ในสัตว์โดยทั่วไป = 0.5 gm/kg

สัตว์สามารถทนต่อ nitrate ได้ ถ้าได้รับอยู่สม่ำเสมอเป็นเวลานาน โดยเฉพาะในสัตว์ที่

ได้รับอาหารข้นอย่างพอเพียงและได้รับ carbohydrate เสริมด้วย จะมีความทนต่อการเป็นพิษจาก nitrate

 

Visitors: 38,802